A Star (เอ-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่สเปคตรัมชนิด A มีสเปคตรัมดูดกลืนของไฮโดรเจนเด่นชัด มีอุณหภูมิผิวราว 7500 เคลวิน ที่ A9 และ 9900 เคลวินที่ A0 เป็ดาวสีขาวมีขนาดประมาณ 1.8 ถึง 1.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ตัวอย่างดาวประเภทนี้ได้แก่ Sirius Vega Altair Deneb
Absolute temperature (แอ็บ-โซ-ลูด-เทม-เพอ-เร-เจอร์) อุณหภูมิสัมบูรณ์ มีหน่วยวัดเป็นเคลวิน (K) ช่วงย่อยของเคลวินมีค่าเท่ากับ 1 องศาเซลเซียส (C) ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิเคลวิน กับองศาเซลเซียสคือ T= t+273.16 เมื่อ T แทนด้วยอุณหภูมิเคลวิน และ t แทนด้วยองศาเซลเซียส ดังนั้น อุณหภูมิศูนย์องศาสัมบูรณ์จึงมีค่าเท่ากัน -273.16 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสัมบูรณ์มีการใช้กันแพร่หลายในวงการดาราศาสตร์
Aberration (แอบ-เออะ-เร-ชั่น) มีอยู่ด้วยกันสองความหมาย
1) ตำแหน่งคลาดเคลื่อนของดาวฤกษ์ เป็นผลมาจากการเคลื่อนที่ของโลกเมื่อเทียบกับความเร็วแสง ค้นพบโดย James Bradley เมื่อปี คศ.1729
แบ่งออกเป็น
-Annual Aberration เป็นระยะคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์ ให้ค่าตั้งแต่ 20 arc second ขึ้นไป
- Diurnal Aberration เป็นระยะคลาดเคลื่อนเล็กน้อยที่เกิดขึ้นทางซีกตะวันออก เป็นผลมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ซึ่งค่ามากที่สุดอยู่ที่ 0.32 arc secconds สำหรับผู้สังเกตที่เส้นศูนย์สูตร และมีค่าเท่ากับศูนย์ที่จุดขั้วโลก
2) ความคลาดเคลื่อนทางแสง จะทำให้ภาพเกิดสีที่ผิดปกติขึ้น ถ้าเกิดขึ้นกับเลนซ์เราเรียกว่า Chromatic Aberration ถ้าเกิดขึ้นกับกระจกโค้งเราจะเรียกว่า Spherical Aberration
Achromatic Lens (อะ-โคร-มา-ติค-เลนซ์) หรือ achromat เป็นเลนซ์ที่ถูกออกแบบมาให้ลดความคลาดเคลื่อนทางแสง โดยปกติจะใช้เลนซ์ 2 ชิ้นที่ทำจากเนื้อแก้วต่างชนิดกัน มาประกบกันเพื่อให้ได้ผลรวมของแสงตกมาอยู่ที่โฟกัสเดียวกัน
Airglow (แอร์-โกล) ปรากฏการณ์เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งโมเลกุลของชั้นบรรยากาศชั้นบนๆจะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ เช่นรังสีอุลตร้าไวโอเลท ทำให้โมเลกุลแตกตัวเป็นอิออนแต่อยู่ไม่นานก็จะรวมตัวคืนสภาพเดิมโดยคลายพลังงานออกมาเป็นแสงให้เราเห็น มักจะเห็นหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว
Albedo (อัล-บี-โด) เป็นการวัดค่าความสามารถสะท้อนแสง หรือ ความสว่างของวัตถุท้องฟ้า โดยมีค่าตั้งแต่ 1 (มีการสะท้อนแสงได้ดี) จนถึง 0 (การสะท้อนแสงแย่ที่สุด) ในทางดาราศาสตร์ ค่า albedo ถูกใช้ในการคำนวนความสว่างของวัตถุท้องฟ้าด้วย อย่างเช่น ดาวพุธ และดวงจันทร์ มีค่า albodo ต่ำมาก ขณะที่ ดาวเสาร์และดาวบริวารน้ำแข็งของระบบสุริยะชั้นนอก และดาวหาง จะมีค่า albedo สูงเช่นกัน
Almanac (อัล-มา-แนค) เป็นหนังสือที่บรรจุข้อมูลตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าที่สำคัญๆไว้ สำหรับนักดาราศาสตร์และนักเดินเรือ
B Star (บี-สตาร์) ดาวฤกษ์ที่มีสเปคตรัม Type B มีสเปคตรัมดูดกลืนของฮีเลียมชัดเจน อุณหภูมิ 10,500 เคลวินที่ B9 และ 28,000 เคลวินที่ B0 มีมวลอยู่ระหว่าง 3.2 ถึง 17 เท่าของดวงอาทิตย์ จัดเป็นพวกดาวยักษ์สีน้ำเงินสว่างกว่าดวงอาทิตย์ 20,000 เท่า ตัวอย่างของดาว B star ได้แก่ Achernar,Regulus,Rigel,Spica
Barlow lens (ฺบา-โล-เลนซ์) เป็นเลนซ์พิเศษที่ใช้เชื่อมต่อกับเลนซ์ตา เพื่อเพิ่มกำลังขยาย โดยปกติจะเพิ่มได้อีก 2 เท่าหรือ 3 เท่า ที่เรียกว่า Barlow 2x หรือ Barlow 3x ตามลำดับ เช่นเดิมถ้าใช้เลนซ์ตาได้กำลังขยาย 50 เท่า เมื่อใช้ Barlow 2x จะไดกำลังขยายเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าเป็นต้น Barlow lens ถูกประดิษฐขึ้นโดยนักฟิสิกส์ชาวอังกฤษชื่อ Peter Barlow (ีคศ.1776-1872)
Bennett Comet (ดาวหาง เบนเนท) หนึ่งในดาวหางที่สว่างในช่วงศตวรรณที่ 20 ค้นพบโดยนักดูดาวสมัครเล่นชาวอาฟริกาใต้ John Caister Bennett เมื่อปีคศ.1969
Big Bang (บิก-แบงค์) เป็นทฤษฏีที่ใช้อธิบายกำเนิดของจักรวาลยุดใหม่ เปิดเผยขึ้นเมื่อปี คศ.1940 โดย George Gamow จากแนวความคิดของ George Lemaiter กล่าวว่า "เอกภพกำเนิดมาจากมวลสารเริ่มต้นที่เรียกว่า singularity และระเบิดขยายมวลสารแผ่กว้างออกไป เกิดเป็นช่องว่าง ที่เรียกว่า อวกาศ และ มวลสารที่เป็นกาแลกซี่กับดาวฤกษ์ โดยทฤษฏีนี้บอกอายุของจักรวาลอยู่ที่ 10 ถึง 20 พันล้านปี และปัจจุบันจักรวาล กำลังขยายตัวไปเรื่อยๆ"
Binary pulsar (ไบ-นา-รี่ พัล-ซาร์) เป็นพัลซ่าร์ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์คล้ายกับเป็นระบบดาวคู่ ถูกค้นพบครั้งแรกในปี คศ.1974 คือ PSR 1913+16 ประกอบด้วยดาวนิวตรอนกับดาวที่ไม่ปล่อยคลื่นวิทยุ โคจรรอบกันกินเวลา 7 -3/4 ชั่วโมง
Black Hole (แบลค-โฮล) หลุมดำ เป็นวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งจะดูดกลืนวัตถุหรือมวลที่อยู่โดยรอบเข้าภายในหลุมดำ แม้กระทั้งแสง ก็ยังหนีรอดไม่ได้ เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำ แต่เราทราบได้ว่ามีหลุมดำ เพราะบริเวณโดยรอบหลุมดำ ซึ่งมวลกำลังถูกดูดกลืน จะมีพลังงานจลย์มหาศาล และคายพลังงานเหล่านั้นออกมา ในรูปของคลื่นวิทยุและรังสีเอกซ์ ซึ่งตรวจจับได้จากโลก
BL Lacertae Object (บี-แอล-เล็ก-เซอร์-ต้า- ออบเจ็ค) เป็นพวก AGN ที่มีความสว่างสูงมาก และคล้ายกับดาวแปรแสงตรงที่มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นตั้งแต่ช่วงคลื่นวิทยุ ถึงช่วงรังสีเอ็กซ์ มีคุณสมบัติที่ต่างจากควอซ่าร์โดยสิ้นเชิง เรามักจะพบ BL Lacertae Object บริเวณศูนย์กลางของกาแลกซี่โดดเดี่ยว เช่นพวก Giant elliptical galaxy
Blueshift (บลู-ชิป) เป็นปรากฏการณ์ Doppler effect ทางดาราศาสตร์เมื่อแหล่งกำเนิดแสงอย่างดาวฤกษ์ เคลื่อนที่เข้าหาโลก ความยาวคลื่น ของแสงจะอัดตัวสั้นลง ความถี่ของแสงจะเลื่อน (shifted) ไปทางด้านสีม่วงของเส้นสเปคตรัม สังเกตได้จากแถบสเปคตรัมดูดกลืน จะเลื่อนไปทาง สีม่วงหรือสีน้ำเงิน (blueshift) โดยผลต่างของความถี่ที่เปลี่ยนไปสามารถคำนวนมาเป็นความเร็วที่เคลื่อนที่เข้าหาได้
C Star (Carbon Star) มี spectral Type C เป็นดาวยักษ์แดงเย็นเฉียบ ผิวของดาวมีองค์ประกอบของคาร์บอนเป็นโมเลกุลพื้นฐาน เช่น คาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (CO) ไซยาโนเจน (CN) และโมเลกุลของคาร์บอน (C
2) ดาวฤกษ์มวลขนาดดวงอาทิตย์ของเราช่วงที่เป็นดาวยักษ์แดง จะมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเช่นกัน เนื่องจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่แกนกลางที่ผลิตคาร์บอนแล้วส่งต่อถึงพื้นผิว
Calendar (แคล เอ็นเดอะ) ปฏิทิน คือวันใน 1ปีที่ถูกแบ่งย่อยออกเป็นเดือนๆ ตามการปรากฏของดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ปฏิทินถูกคิดขึ้น ครั้งแรกโดย ชาวบาบิโลเนียน โดยใช้การปรากฏของดวงจันทร์ซึ่งมี 29.5 วัน เรียกว่า "ปฏิทินจันทรคติ" แต่มาถูกปรับปรุงให้มีความแม่นยำขึ้น โดยชาวอียิปต์โบราณ โดยใช้ดวงอาทิตย์เป็นหลัก เรียกว่า "ปฏิทินสุริยะคติ"
Cassini Division (แคส-ซิ-นี่ ดิวิชั่น) เป็นช่องว่างระหว่างวงแหวน A และ B ของดาวเสาร์ ถูกค้นพบครั้งแรกโดย นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Giovanni Cassini เมื่อปี คศ.1675 แต่ต่อมายานวอยเอเจอร์พบว่าไม่ได้เป็นช่องว่างแท้จริง แต่ประกอบด้วยวงแหวนเล็กๆอีกนับร้อยวง
Cassiopeia A (แคส-ซ-ิโอ-เปีย- เอ) แหล่งคลื่นวิทยุความเข้มสูงบนท้องฟ้าในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย เป็นซากหลงเหลือจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวา เมื่อราว คศ.1660 แต่ไม่มีการบันทึกการเห็นไว้บนโลก ทิ้งซากไว้เป็นเนบิวล่าจางๆ อยู่ห่างจากโลกราว 10,000 ปีแสง
Catadioptric (คา-ทา-ได-อ๊อป-ตริก) เป็นกล้องโทรทรรศน์อีกชนิดหนึ่งที่รวมเอาหลักการของเลนซ์และกระจกไว้ด้วยกัน โดยมีเลนซ์รวมแสงอยู่ด้านหน้าที่เรียกว่า Correcting plated มีกระจกนูนติดไว้อีกด้านหนึ่งเพื่อสะท้อนภาพจากกระจกหลัก ผ่านรูตรงกลางไปท้ายกระจก คล้ายกับกล้อง Cassegrain เพียงแค่มี Correcting plated เพิ่มด้านหน้าเท่านั้น กล้องแบบนี้ได้แก่ Schmidt-Cassegrain telescope และ Maksutov Telescope
Celestial mechanics (ซี-เลส-เชียน-แมค-คา-นิค) สาขาหนึ่งของวิชาดาราศาสตร์ ที่อธิบายถึงการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า โดยใช้กฏ ทางฟิสิกส์ อธิบายแนวการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเทียม และอื่นๆ
Constellation (คอน-สเตล-เล-ชั่น) หรือกลุ่มดาวบนท้องฟ้า เป็นกลุ่มของดาวฤกษ์บนท้องฟ้าที่มนุษย์จิตนาการไว้เป็นรูปร่างต่างๆเพื่อง่ายต่อการจดจำ เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคสมัยของ Ptolemy มีอยู่ด้วยกัน 44 กลุ่ม ปัจจุบัน IAU แบ่งกลุ่มดาวบนท้องฟ้าออกเป็น 88 กลุ่ม และกำหนดขอบเขตที่แน่นอนเมื่อปี คศ.1930 จากกลุ่มดาวขนาดเล็กสุดคือกลุ่มดาวกางเขนใต้ (Crux) จนถึงกลุ่มดาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือกลุ่มดาวงูไฮดรา (Hydra)
Dark matter (ดาค-แมท-เทอร์) หรือสารมืด เป็นสสารที่ยังไม่รู้จัก และคิดว่ามีอยู่จริง อยู่ระหว่างแต่ละกาแลกซี่ และคิดว่ามีอยู่อย่างน้อย 90% ของมวลเอกภพ มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น หลุมดำ(Black holes), ดาวแคราะน้ำตาล(Brown dwarfs), อนุภาคที่ยังไม่รู้จัก(Unknow atomic particle) ทั้งหมดนี้เรียกว่า cold dark matter ส่วนที่เป็น hot dark matter นั้นจะได้แก่ นิวตริโน
Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้
Direct Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น) เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า
Progarade Motion
Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็นปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมี
ความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมี
ความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต
ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า
blueshift และ
redshift
Dwarf Galaxy หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular) มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)
Dwarf Nova หรือ โนวาแคระ เป็นประเภทหนึ่งของดาวแปรแสงแบบไม่คงที่ ซึ่งกราฟความสว่างจะคงที่เป็นเวลานานแล้วก็สว่างขึ้นอย่างทันทีทันใด และกลับมาสว่างปกติอีกครั้ง เกิดขึ้นจากระบบดาวคู่ซึ่งมีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว (White dwarf) ตัวอย่างได้แก่ดาว U Geminorum Z Camelopardalis
Dwarf Star หรือ ดาวแคระ เป็นลักษณะทั่วไปของดาวฤกษ์ในกาแลกซี่มีประมาณ 90 เปอร์เซนต์ มีมวลโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซนต์ รู้จักกันในชื่อของ main-sequence ในแผนผัง HR-diagram คำว่าแคราะมาจากความสัมพันธ์ของความสว่างน้อยกว่าขนาด ดวงอาทิตย์ของเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกดาวแคระด้วย
Dynamical Parallax เป็นระยะทางที่วัดจากระบบดาวคู่ กำหนดโดยความสัมพันธ์ระหว่างมวลของดาวทั้งสอง ขนาดวงโคจร และคาบ
Eccentricity (แอค-เซ็น-ทริซ-อิทิ) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของวงโคจร ซึ่งบอกว่า วงโคจรนั้นเป็นวงรีหรือวงกลมแค่ไหน โดยการนำค่า ระยะห่างระหว่าง จุดโฟกัสสองจุด (f1f2) หารด้วยความยาวของแกนสำคัญที่ลากผ่านจุดโฟกัสทั้งสอง (x) โดยที่
วงกลมจะมี Eccentricity= 0 ( f1f2 มีค่าเท่ากับศูนย์)
พาลาโบล่า มี Eccentriciy = 1 (f1f2 มีค่าใกล้เคียง X)
วงรี จะมี Eccentricity อยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 โดยที่ค่าเข้าใกล้ศูนย์ จะมีความรีน้อย หรือเกือบเป็นวงกลมนั่นเอง
Ecliptic (อิคลิปติค) แปลว่า "การบังกัน" เป็นระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เราจึงเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านทรงกลมท้องฟ้าบนเส้นนี้ด้วย และเนื่องจากระบบสุริยะเกือบทั้งหมดมีระนาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ไม่แต่ต่างจากระนาบของโลกมากนัก เราจึงสามารถเห็นการบังกัน ของวัตถุต่างๆ บนแนวเส้นนี้ด้วย เช่น
จันทรุปราคา สุริยุปราคา และ ปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวเคราะห์
(Occultation) ด้วย
Equinox (อิควิน๊อกซ์) ในภาษาไทยเรียกว่า "วิษุวัต" เป็นช่วงที่เส้นอิคลิปติค (ecliptic) ตัดกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า
(celestial equator) มีความสำคัญทางดาราศาสตร์คือ
ทำให้ มีช่วงเวลา กลางวัน กับกลางคืน ยาวเท่ากัน โดยที่ดวงดวงอาทิตย์จะขึ้นใกล้จุดทิศตะวันออก และ ตกใกล้ จุดทิศตะวันตก มากที่สุด ในรอบ 1 ปี จุดอิควิน๊อกซ์ มีอยู่ด้วยกัน 2 จุดคือ 1.vernal equinox (เวอนัล อิคิวน๊อกซ์) หรือ วสันตวิษุวัต ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม
2.autumnal equinox (ออทัมนัล อิคิวน๊อกซ์) หรือ ศารทวิษุวัต ตรงกับวันที่ 23 กันยายน
ดูบทความประกอบ
Evolved star (อิ-ฝอลฟ-สตาร์) เป็นช่วงปลายสุดของชีวิตของดาวฤกษ์ เมื่อเชื้อเพลิงใกล้หมด โดยสังเกตได้จาก ผิวของดาวฤกษ์นั้นๆ
Event Horizon (อีเวนต์ ฮอลิโซน) เป็นขอบเขตของหลุมดำ (Black hole) ที่ซึ่งไม่มีวัตถุใดสามารถรอดพ้นการจับของหลุมดำไปได้ รัศมีของ Event Horizon เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ
Schwarzschild radius
Fire ball (ไฟล์-บอล) เป็นคำจำกัดความเรียกดาวตกที่มีความสว่างมากๆ ซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องมีความสว่างมากกว่าดาวเคราะห์ ซึ่งในปัจจุบัน ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ที่ สว่างที่สุด ดังนั้น ดาวตกที่มีความสว่างมากกว่า -4.7 ก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ของ fire ball ด้วย ซึ่งฝนดาวตกเจมินิค ในเดือนธันวาคม จะปรากฏ fire ball มากกว่าอันอื่นๆ
Galilean Satellites (กา-ลิ-เลียน-แซท-เอล-ไลท) คือดวงจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัส 4 ดวงคือ Io,Europa,Ganymede และ Callisto ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากโลก ซึ่งกาลิเลโอ เป็นคนแรกที่สังเกตเห็น เมื่อปี 1610 จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติ
Gamma-ray (แกม-ม่า-เรย์) เป็นรังสีที่มีพลังงานสูงมาก อยู่ในสเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงสั้นที่สุด มีความยาวคลื่นราว 0.01 นาโนเมตร หรือสั้นกว่า เนื่องจากชั้น บรรยากาศของโลก จะดูดซับรังสีแกมม่า การตรวจจับรังสีนี้จึงต้องทำกันในอวกาศ เช่น Compton Gamma Ray Observatory เป็นดาวเทียมตรวจรังสีแกมม่าของนาซ่า ส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อปี 1991
รังสีแกมม่าในอวกาศ มีแหล่งกำเนิดจากแหล่งที่อุณหภูมิสูงมากๆ และเกี่ยวพันกับการระเบิดอย่างรุนแรงในจักรวาลด้วย โดยส่วนใหญ่รังสีแกมม่า มีผลพวงมาจากปฏิกิริยาการเกิดรังสีคอสมิคด้วย และอีกทางหนึ่งรังสีแกมม่าก็เกิดจากไอโซโทปของ aluminium-26 ซึ่งเกิดมาจากซุปเปอร์โนวา ด้วยเช่นกัน
Gamma-Ray Burst (GRB) (แกม-ม่า-เรย์-เบิซท) เป็นปฎิกิริยาเจิดจ้าของรังสีแกมม่า ในช่วงเวลาสั้นๆ นานไม่เกิน 2-3 นาที ตรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 1967 จากดาวเทียมที่โคจรอยู่ และในปี 1999 กล้องอวกาศฮับเบิลก็ตรวจพบ GRB อีกที่ใจกลางของกาแลกซี่ไกลโพ้น
Galactic halo (กา-แลค-ติค-ฮา-โล) คือขอบเขตทรงกลมที่ล้อมรอบศูนย์กลางของกาแลกซี่ รวมถึงเป็นขอบเขตสว่างของกาแลกซี่ ที่แผ่ขยายออกไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมวลของกาแลกซี่นั้น
Galaxy (กาแลกซี่) เป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ ที่ประกอบด้วยกลุ่มก๊าซ และดาวฤกษ์จำนวนนับล้านล้านดวง โดยส่งแรงดึงดูดถึงกันและกัน เกาะกลุ่มกันเป็นดาราจักร
Geocentric distance (จี-โอ-เซน-ทริด ดิส-แตนซ์) (delta)
หมายถึงระยะทางจากวัตถุท้องฟ้าถึงโลก โดยทั่วไปจะใช้หน่วยวัดเป็น astronomical units (AU.)
Greenhouse effect (กรีนเฮ้าส์ เอฟเฟ็คท์) หรือปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดจากการที่ผิวของดาวเคราะห์ดูดซับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วแพร่คลื่นรังสีอินฟาเรด ซึ่งเป็นรังสีความร้อนออกไป ถ้าชั้นบรรยากาศประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก (เราเรียกว่า greenhouse gases) ซึ่งจะไม่ยอมให้รังสีอินฟาเรดทะลุผ่านออกไป ก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นอีกครั้ง มีผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวสูงมาก ตามความสัมพันธ์ของ จำนวนความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยกตัวอย่างเช่น ดาวศุกร์ มีความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 750 เคลวิน ส่วนบนโลกเรามี Greenhouse effect บ้างเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลพวงมาจาก กระบวนการทางเคมีของสิ่งมีชีวิต ที่คาย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา แต่มีหลายคนเชื่อว่า ผลกระทบส่วนใหญ่ มาจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ที่ให้โลกของเราร้อนขึ้นทุกวัน
Heliocentric distance (r) (ฮี-ลี-โอะ-เซ็น-ทริค-ดิซ-แทน) คือระยะทางจากวัตถุถึงดวงอาทิตย์ โดยทั่วไปจะบอกหน่วยเป็น astronomical units (AU.)
interferometer (อิน-เทอ-เฟ-โล-มิ-เทอร์) เป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กสองตัวหรือมากกว่า ซึ่งภาพหรือสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ได้จากกล้องแต่ละตัว จะถูกนำมารวมกัน เพื่อให้ได้ภาพหรือสัญญาณที่เสมือนว่าได้จากกล้องตัวใหญ่ วิธีการนี้เรียกว่า interferometry ซึ่งอุปกรณ์ interferometer แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
optical interferometer ( ออฟติคัล-อิน-เทอ-เฟ-โล-มิ-เทอร์) เป็นการใช้กล้องโทรทรรศน์ช่วงคลื่นตั้งแต่ infrared ถึง ultraviolet เพื่อหาขนาดของดาวฤกษ์ หรือ สเปคตรัมที่แท้จริงของดาวฤกษ์ เช่น กล้อง keck ในฮาวาย
radio interferometer (เรดิโอ-อิน-เทอ-เฟ-โล-มิ-เทอร์) เป็นการใช้จานสายอากาศ สองตัวหรือหลายๆตัว ซึ่งความละเอียดที่ได้จะมีมากกว่าแบบจานเดียวเกือบ สิบเท่า ตัวอย่างเช่น very long baseline interferometry เป็นการเชื่อมโยงสัญญาณจากจานเดี่ยวๆทั่วทุกมุมโลก
Julian Day (จูเลียน เดย์) เป็นระบบจำนวนวันแบบต่อเนื่องไม่มีการแบ่งเป็นเดือนหรือปี มักใช้ในทางดาราศาสตร์คำนวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนท้องฟ้า โดยวันที่ 1 January 4713 BC. เวลาเที่ยงวันตามเวลา GMT จะหมายถึงวันที่ 0 ของ julian day แนวคิดนี้ ได้มาจาก นักประดิษฐปฏิทินชาวฝรั่งเศส ชื่อ Joseph Justus Scaliger เมื่อปี คศ.1582 โดยวันที่ 1 มกราคม 1995 เวลา 18.00 น. มีค่าเท่ากับ 2,449,719.25
Kelvin อ่านว่า
เคลวิน เป็นค่าองศาสัมบูรณ์ มีค่าเท่ากับ 273.16 องศาเซลเซียส หรือ K = C + 273.16
Lunar Eclipse (ลูน่า อิคลิปส์) หรือ จันทรุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่เงาของโลกบังดวงจันทร์ มักเกิดขึ้นช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เพราะดวงจันทร์ อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดี
ดูรูปจันทรุปราคา
Meteoroids (มี-ทิ-เออ-ลอย) หรือดาวเคราะห์น้อย เป็นกลุ่มของวัตถุขนาดเล็กเป็นพวกหิน และฝุ่น ที่โคจรอยู่รอบ ดวงอาทิตย์ อยู่ระหว่าง ดาวอังคารกับดาวพฤหัส ดาวเคราะห์น้อยบางดวงเป็นเศษซากหลงเหลือของดาวหางด้วย กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้บางที่เราก็เรียกว่า Meteor Stream
Nadir (เน-เดอะ) เป็นจุดที่อยู่ตรงข้ามกับจุด
Zenith อยู่บริเวณท้าวของผู้สังเกตตรงลงไปใต้ดินผ่านไปฟากหนึ่งของโลก
Right Ascention (ไรท์แอสเซนชั่น) เรียกย่อๆ ว่า RA (อาร์เอ) เป็นเส้นวงกลมชั่วโมง
(Hour circle) บนทรงกลมท้องฟ้า
(Celestial object) มีหน่วยบอกเป็น ชั่วโมงหน่วยย่อยเป็น นาที และ วินาที ใช้ในการบอกพิกัดวัตถุท้องฟ้าในระบบเส้นศูนย์สูตร โดยที่เส้น RA ที่ 0 ชั่วโมง อยู่ที่จุด
vernal equinox (อยู่ในกลุ่มดาวปลาคู่ในปัจจุบัน) และนับไปทางทิศตะวันออก หรือ ไปทางขวามือเมื่อเราหันหน้าเข้าหาทิศเหนือ มีค่าเป็น 1..2..3 ชั่วโมงไปเรื่อยจนครบรอบ 24 ชั่วโมง โดยเส้น RA แต่ละชั่วโมงจะมีระยะห่างเชิงมุม 15 องศา